Work And Travel Logo

Hotline 097-463-9900

ประวัติศาสตร์เมียนมา

 
   
 
    สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (Republic of the Union of Myanmar) หรือพม่าที่ชาวไทยรู้จัก หรือเบอร์ม่า (Burma)   ที่เรียกขาน เป็นชื่อภาษาอังกฤษ เป็นอาณาจักรเก่าแก่ ซึ่ง ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล ได้เสนอประวัติศาสตร์เมียนมาสมัย        โบราณโดยย่อว่า มีชนชาติพยู หรือ ปยู ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ในประเทศเมีนมาก่อนการอพยพลงมาของชนชาติทิเบตเมียนมา โดยอาศัยอยู่แถบเมืองแปรทางภาคกลางของประเทศเมียนมา เรียกชื่อว่า อาณาจักรศรีเกษตร และมีหลักฐาน   ว่าอาจตั้งมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 8 โดยมีชนชาติเมียนมาอยู่ทางเหนือ และชนชาติมอญอยู่ทางใต้

ต่อมาได้ย้ายอาณาจักรศรีเกษตรไปอยู่ เมืองฮาลิน (Ha-Lin) จนระหว่าง พ.ศ. 1250-1300 ได้มีการอพยพคนออกจาก       เมืองฮาลิน จึงเสื่อมอำนาจลงสำหรับอาณาจักรมอญที่อยู่ทางทิศใต้ของเมียนมาได้ย้ายราชธานีไปทางทิศตะวันตกสู่เมืองพะโค (Pegu) หรือหงสาวดี ซึ่งสร้างขึ้นใน พ.ศ. 1368

ส่วนเมืองพุกามของชนชาติเมียนมา ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองแปรได้ตั้งขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 7 พ.ศ. 1392 เมืองพุกามได้เริ่มเข้ามาอยู่ในประวัติศาสตร์ พร้อมกับพระเจ้าปยินพยะได้ทรงสร้างกำแพงล้อมรอบเมืองพุกาม กษัตริย์ที่  สำคัญของเมืองพุกาม ได้แก่ พระเจ้าอโนรถา พระเจ้ากยันซิตถา พระเจ้าอลองคสิถุ พระเจ้านรปติสิถุ
พระเจ้าถิโลมินโล และพระเจ้านรถิหปเต
 
 ต่อมาเมืองพุกามได้ล่มสลายไป ประเทศเมียนมาได้แบ่งออก เป็น 3 ภาค คือ ภาคใต้อยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าฟ้ารั่ว ภาคเหนืออยู่ภายใต้อำนาจของ 3 พี่น้องไทย คือ อถินขยะ ยซะถินกยันและถิหถุ และภาคตะวันออกได้สร้าง  เมืองตองอูขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 1823
 
ต่อมาเมื่ออาณาจักรเมียนมาตั้งขึ้นใหม่มีกษัตริย์ที่สำคัญ คือ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ พระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้านันทบุเรง   พระเจ้ามหาธรรมราชา
พระเจ้าสิรินันทสุธรรมราชา พระเจ้าอลองพระ พระเจ้าสินพยูชิน พระเจ้าปะดุง พระเจ้าพะคยีดอ  พระเจ้าพุกาม พระเจ้ามินดง
 
และกษัตริย์องค์สุดท้าย คือ พระเจ้าธีบอ ที่ทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2421 และ พยายามต่อสู้กับอังกฤษแต่ต้องพ่าย  แพ้ ประเทศเมียนมาจึงต้องเสียเอกราชในปี พ.ศ. 2428 โดยพระเจ้าธีบอได้ถูกนำไปคุมตัวอยู่ในอินเดีย
 
 
จากการตกเป็นเมืองขึ้นกว่า 5 ทศวรรษ ได้มีการต่อสู้เพื่อเอกราชของเมียนมามาเป็นระยะอย่างการต่อต้านคัดค้านการปกครองของอังกฤษครั้งแรก โดยกลุ่มปัญญาชนเมียนมาและพระสงค์ในปี พ.ศ. 2443 และในปี พ.ศ. 2478 องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้งเป็นกองหน้าของ การแผ่ขยายกิจกรรม และมีพลังในการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของชาติ ออง ซานได้เป็นผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้งนำการประท้วงหลายครั้ง
 
เมื่อเกิดสงครามที่รุนแรงกะทันหันระหว่างฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายอักษะ ออง ซานเห็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศมีอิสรภาพ ออง ซาน และเพื่อนอีก 29 คน ที่รู้จักในนาม 30 สหาย ได้เดินทางไปฝึกอบรมที่ประเทศญี่ปุ่น โดย ในปี พ.ศ. 2484 ได้กลับเมียนมาและเข้าร่วมต่อสู้ กับอังกฤษ โดยญี่ปุ่นให้สัญญาว่าจะช่วยเมียนมาให้ได้รับการปลดปล่อย จากอังกฤษ
 
แต่เมื่อญี่ปุ่นยึดครองเมียนมาได้แล้วกลับไม่มีทีท่าจะให้เมียนมาประกาศเอกราช ออง ซาน จึงกลับไปเจรจากับอังกฤษที่จะช่วยรบกับญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2485 ออง ซาน ได้ก่อตั้งองค์การสันนิบาตเสรีภาพ แห่งประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ (Anti-Fascist Peoples Freedom League: AFPFL) เพื่อต่อต้านญี่ปุ่นอย่างลับๆ องค์การนี้ภายหลังได้กลายเป็นพรรคการเมืองชื่อพรรค AFPFL
 
 
เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ออง ซานและพรรค AFPFL ได้เจรจากับอังกฤษ โดยอังกฤษยืนยันที่จะให้เมียนมามีอิสรภาพปกครองตนเองภายใต้เครือจักรภพ และเปิดให้มีการเลือกตั้งภายใต้ ประเทศเมียนมาที่ยังไม่ได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการจากอังกฤษ ใน ปี พ.ศ. 2490 พรรค AFPFL ชนะการเลือกตั้ง โดยนายพลอองซาน ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก และได้ทำความตกลงกับชนกลุ่มน้อยใน ประเทศว่าจะให้ชนกลุ่มน้อยแยกตัวเป็นอิสระจากการรวมตัวกันเป็นประเทศเมียนมาได้ ภายหลังจากที่ได้รวมตัวกัน 10 ปี
 
แต่ทว่าอยู่ใน ตำแหน่งได้เพียงหนึ่งเดือนนายพลออง ซานและคณะรัฐมนตรีอีก 6 คน ก็ได้ถูกลอบสังหารในวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ขณะเดินออกจากที่ประชุมสภา โดยผู้บงการสังหารหมู่ครั้งนี้ คือ นายอู ซอ อดีตสมาชิกใน กลุ่ม 30 สหาย ตะขิ้นนุหรืออู นุ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2490 โดยอังกฤษ ได้มอบเอกราชให้แก่เมียนมาแต่ยังรักษาสิทธิทางการทหารไว้ และในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 อังกฤษจึงได้มอบเอกราชให้แก่เมียนมาอย่างสมบูรณ์
 
ภายหลังจากเมียนมาได้รับเอกราชแล้ว การเมืองภายในประเทศก็มีความสับสนอยู่ตลอดเวลา นายกรัฐมนตรี คือ นายอู นุ ถูกบีบให้ลาออกเมื่อ พ.ศ. 2501 ผู้นำเมียนมาคนต่อมา คือ นายพลเน วิน ซึ่งได้ทำการปราบจลาจลและพวกนิยมซ้ายจัดอย่างเด็ดขาด และได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศใน พ.ศ. 2503 ทำให้นายอู นุ ได้กลับมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพราะได้รับเสียงข้างมากในสภา และนายพลเน วิน ทำรัฐประหารอีกครั้งในปี พ.ศ. 2505 โดยนำประเทศปกครองแบบเผด็จการสังคมนิยมดำเนินนโยบายปิดประเทศ ไม่มีความสัมพันธ์หรือติดต่อกับโลกภายนอก และมีการสืบทอดระบบเผด็จการทหารต่อๆมา
 
ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 รัฐบาลเมียนมาได้เปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นางออง ซาน ซูจี ผู้เป็นบุตรสาวของนายพลออง ซานเข้ามามีบทบาททางการเมือง และได้ประกาศเป็นผู้นำในการเรียกร้องอำนาจของประชาชนจากรัฐบาลทหาร และต้องการให้มีการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย
 
นางออง ซาน ซูจี ได้จัดตั้งพรรคสันนิบาตประชาธิปไตยขึ้น เพื่อดำเนินการตามเจตนาที่ได้ตั้งปณิธานไว้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งและการต่อสู้ ในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่น่าสนใจของประเทศเมียนมา เมื่อนางอองซาน ซูจี ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศเมียนมา แต่รัฐบาลทหารกลับไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และสั่งกักบริเวณนางออง ซาน ซูจี ให้อยู่แต่ในบ้านของนาง และห้ามผู้ใดเข้าเยี่ยมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล ทั้งยังมีการสั่งคุมขังนักโทษทางการเมืองหลายพันคน และมีการปราบปรามชนกลุ่มน้อยทำให้เกิดการประณามจากทั่วโลกในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเป็นเหตุให้องค์การสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา และประชาคมยุโรปประกาศ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศเมียนมา
 
 
ประเทศเมียนมาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) พร้อมๆ กับสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากรัฐบาลของประเทศในซีกโลกตะวันตก ซึ่งในขณะนั้นประเทศเมียนมายังคงมีปัญหาทางการเมือง และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนสูง
 
โดยรัฐบาลทหารเมียนมา ภายใต้การนำของนายพลซอ หม่อง ในนามของ "สภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐ” หรือ "สลอร์ค” (The State Law and Order Restoration Council: SLORC) เมื่อถึงเวลาที่เมียนมาเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนจึงทำให้หลาย ประเทศมหาอำนาจฝ่ายตะวันตก อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป คัดค้านการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ เมียนมา โดยแสดงความเห็นว่า "อาเซียนยังไม่ควรรับเมียนมาเข้าเป็นสมาชิก จนกว่าสภาพทางการเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาจะดีขึ้น”
 
แต่เมียนมาเป็นประเทศที่มีความสำคัญประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคโลกาภิวัตน์หรือยุคโลก ไร้พรมแดน ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญทางด้านภูมิศาสตร์ที่มีพรมแดนเป็นประตูเชื่อมโยงจีนและอินเดีย เมียนมา จึงเป็นทางผ่านของวัตถุดิบและสินค้าระหว่างภูมิภาคได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะด้านพลังงานอันเป็นปัจจัยสำคัญของยุคอุตสาหกรรม และ เป็นตลาดสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของประเทศในภูมิภาค
 
 
อีกทั้งเมียนมายังมีแรงงานขั้นต่ำราคาถูก สิ่งเหล่านี้ทำให้ เมียนมามีบทบาทสำคัญอันเป็นที่ต้องการของกลุ่มประเทศอาเซียนใน การชักชวนให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในปี พ.ศ. 2553 รัฐบาลเมียนมาได้จัดให้มีการเลือกตั้งในระบอบ ประชาธิปไตยอีกครั้งในรอบ 20 ปี รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ พยายามที่จะปรับปรุงการเมืองการปกครองในประเทศให้มีความเป็น ประชาธิปไตยมากขึ้น และได้ปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี ให้เป็นอิสระจากการกักบริเวณภายในบ้านตลอดเวลารวมเกือบ 20 ปี
 
และเมื่อเดือน สิงหาคมปี พ.ศ. 2554 นี้ นางออง ซาน ซูจี ได้รับอนุญาตให้เดินทางไป ทั่วประเทศเป็นครั้งแรก เพื่อพบกับผู้สนับสนุนทาง การเมืองของเธอ นอกจากนี้เธอยังได้พบกับผู้แทนทางการทูตจากองค์การสหประชาชาติ และได้พบกับผู้นำประเทศเมียนมาอีกด้วย นับเป็นการเปลี่ยนแปลงใน ทางที่ดีขึ้นจากท่าทีของรัฐบาลต่อนางออง ซาน ซูจี จึงทำให้ทั่วโลก จับตามองและผ่อนคลายท่าทีตามลำดับ
 
ในปี พ.ศ. 2555 เมียนมาได้เปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว ชมเมืองหลวงแห่งใหม่ คือ "กรุงเนปิดอว์” ซึ่งย้ายมาจากกรุงย่างกุ้งตั้งแต่ พ.ศ. 2548 มีเนื้อที่ประมาณ 7,024 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 9 แสนคน
 
สำหรับการย้ายเมืองหลวงมายังกรุงเนปิดอว์นี้ มีผู้วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะต้องการตั้งเมืองหลวงในใจกลางประเทศ เพื่อยุทธศาสตร์ทางการทหาร ซึ่งย่างกุ้งอยู่ใกล้ทะเลมากเกินไปและไม่สามารถแยกพื้นที่ทหารออกจากประชาชนเมื่อมีการชุมนุมประท้วงรัฐบาล อีกทั้งต้องการทำตามความเชื่อจากธรรมเนียมดั้งเดิม
 
เมื่อมีการเปลี่ยนราชวงศ์ก็ต้องย้ายเมืองหลวง และเพื่อเป็นการรำลึกถึงบูรพกษัตริย์ที่สร้างวีรกรรมอัน ยิ่งใหญ่ในอดีต รัฐบาลเมียนมาจึงได้สร้างอนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์เมียนมา ได้แก่ พระเจ้าอโนรธาแห่งเมืองพุกาม พระเจ้าบุเรงนองแห่งเมืองหงสาวดี และพระเจ้าอลองพญาแห่งชเวโบ ที่รวบรวมเมียนมาเป็นปึกแผ่นกลาง เมืองเนปิดอว์ นอกจากนี้ ยังจำลองเจดีย์ชเวดากองไว้ในเมืองอีกด้วย ชื่อว่า "มหาเจดีย์อุปปาตะสันติ”


โดย สำนักงาน ก.พ.

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์ ASEANTHAI
ข้อเพิ่มเต็ม : www.aseanthai.net
 
 
 

ค้นหาบทความ

ทัวร์แนะนำ